วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เลาะเลียบคันนา ค่า่ย ศ.บุณศรี

มาบัดนี้ ฝนลงเดือนหกฝนตกเดือนเจ็ด    ได้เวลาลงไฮ่เฮ็ดนา ตกกล้าปลูกข้าวปักดำ    เมื่อกาลครั้งเก่าหมู่เฮายังจำ ทุกสิ่งที่ทำจากแรงด้วยใจ

มาถึง ณ กาล ปัจจุบัน ต่างเร่งวันเร่งเวลา    ข้าวกล้ามนุษย์มนาจีเอ็มโอ เติบโตลัดขั้นตอนบั่นทอนอายุขัย  

หวังทำทุกอย่างให้เป็นไปดั่งใจ  ไม่รู้หรือไรว่าเร่งวันตาย

เขียวเอยเขียวข้าว หนาวลมฝน แต่อุ่นลมหายใจ

พี่บิ๊กควายเปรียบได้ดั่งของรักษาผืนนาของเรา


 2 มิถุนายน 2010 เวลา 14:29 น.

วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วิสาขา บูชาวันเพ็ญ

ครานั้นนานมา วิสาขบูชาวันพระเมืองลาว
ตอนเช้าไปวัดถวายจังหัน บ่ายมาร่วมกันถวายภัตราตกมายามแสงสิ้นแสงสุริยา ผู้คนพร้อมหน้าเวียนเทียนด้วยกัน
ผู้เฒ่าผู้แก่พ่อแม่ลูกหลาน ล้วนจิตชื่นบานสันดานถูกขัดเกลา

* สยาม *ครานี้ต่อมา ถึงเวลาของชนคนรุ่นหลัง
ละทิ้งเพพังของดีครั้งมารดา เข้าวัดเข้าวาน้องยาเธอนุ่งขาสั้น คงไม่ถึงกับต้องไปดูงานกับสาวเวียง จันทร์ พวกเธอเหล่านั้นยังนุ่งผ้าซิ่นงาม ๆ จะตามอย่างใครเลือกให้ดีๆ ฝรั่งมากมียังชอบของดีเมืองไทย

31 พฤษภาคม 2010 เวลา 21:00 น.

แม่ ศรีบุญเรือน แม่เพื่อนจริยาดี แม่ผู้มีวาจางาม

วันนี้เข้าร้านเปิดร้าน07.0
0-15.40 วันนี้เงียบเป็นพิเศษ พี่หยกก็เข้าค่ายฯแต่เช้าและหิวแต่เช้า เลยจัดให้เหวยซะไม่งั้นงอแง วันนี้มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง...
ว่างๆนอกจากจะนั่งสูดลมหายใจทำ สมาธิแล้ว ฉันชอบดูมดขนอาหาร มันให้ความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพระราชา ที่คอยปกปักชาวเมืองเหมือนในนิทาน ฉันลองแกล้งเขี่ยเศษอาหารให้กระ เด็นไปทางอื่นบ้าง จับพลพรรคไปปล่อยนอกลู่นอกทางบ้าง สักเดี๋ยว...มันก็กลับมาเข้าแถวเหมือนเดิม ...ดูแปลกๆ เหมือนกับที่มดบางตัวไม่ได้แบก อะไรเลย ได้แต่เดินดุ่มๆไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย หนวดของมันตวัดกวัดแกว่งเหมือนเรดาร์ ตรวจจับข้าศึก เหมือนมันกำลังเดินเล่น ไม่สนใจพวกพ้องมากกว่า ฉันทนดูอยู่นาน ... จนรู้สึกว่าน่าจะมีใครสักคนออกมาต่อว่าเจ้านอกคอกตัวนั้น ***ผิดคาด***...มันฉายเดี่ยวออกไปจนพบเศษอาหารใหม่ แทนที่มันจะรีบแบกกลับมาเอาหน้า เผื่อจะไม่มีใครตัวไหนตำหนิ ว่า*อู้งาน* มันกลับเดินไปหามดตัวหนึ่งในขบวนลำเลียง คุยกันด้วยภาษาหนวดแป๊บเดียว มดอีกกลุ่มก็ตั้งขบวนไปขนอาหาร กองใหม่ ฉันอึ้ง...เจ้ามดนอกคอกตัวนั้นมันคงอยากบอกฉันว่า *ถ้าเป้าหมยที่ตั้งไว้อยู่ไกล จนมองไม่เห็น การก้าวช่วงแรกอาจสะเปะสะปะไปบ้าง ก็จงตั้งหน้าตั้งตาหาไป อย่าท้อ*
แม้ยังไม่เห็นปลายทางก็จงมีความ มุ่งหวัง หากใครจะตราหน้าว่าไร้ประประโยชน์ ก็ช่างเขา ใจเราจะตั้งมั่นไว้

(คัดลอกจากจดหมายเหตุรายวันของ ค่ายศ.บุณศรีซึ่งแม่ศรีบุญเรือน เขียนถึงพี่หยก)


31 พฤษภาคม 2010 เวลา 18:25 น

วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ดอก รักเอย...เพราะรักดอก จึงบอกเจ้า อาจมิเข้าใจในวิธีการ เมื่อวานจึ่งนองน้ำตา


...ต้นตะขบใหญ่หน้าคุ้มฯโค่นถอนรากขึ้นมาน่าสงสาร อาจจะเป็นเพราะดินยุบอ่อนตัวจากฝนตกมาหลายวัน เป็นห่วงนกหนูกระรอกกระแตที่อาศัย ร่มเงาและหมากผลยังชีพต่อชีวิต
จากนี้คงลำบากหากิน โอเอย...วัฏจักร
...ในคุ้มฯปลูกต้นดอกรักไว้หลายร้อยกอ ดอกรักที่เคยอยู่สองข้างทางผ่าน ต้นรักที่เคยยืนต้นเดียวดายคล้ายรอใครสักคนมาบอกรัก ฝนมา น้ำมาก หรือดินร้อนฝนแล้งแดดแรง ลมกระหน่ำ ต้นรักก็ยังออกดอกคงทนอยู่สองข้างทาง คำหยาดชอบขับรถไปตามถนนสายไกลเรือน เขาเที่ยวเสาะหาดอกรักข้างทางมาปลูกไว้ในคุ้มฯ ปลูกไว้บอกรักคนที่เรารัก ปลูกไว้ขอบคุณคนที่รักเรา ด้วยดอกรักเป็นไม้มงคลคู่แผ่นดิน มาแต่โบราณกาล มีลักษณะดอกพิเศษเหนือดอกไม้ชนิดใด เป็นส่วนประกอบสำคัญของมาลัย ใช้ในงานมงคลของชีวิตทุกงานจนกระทั่งงานสุดท้ายของชีวิต, งานศพ และด้วยเหตุผลส่วนตนว่านางผูู้้เป็นที่รักของเขารักเจ้าดอกรักเหลือเกิน ดอกรักสามสี ขาว ม่วง ชมพูอมแดง ก่อความยินดีให้เกิดกับเขาทุกครั้งที่ได้เห็น คิดถึงเมื่อวาน...นาน...นานนับ การโคจรรอบดวงอทิตย์ได้เป็น ร้อย ครั้งนั้น แผ่นดินล้านช้างยังสมบูรณ์พร้อมด้วยวิถีชีวิตกายเนื้อของนางและหมู่มวลบริวาร คุ้มเรือนหลวงของนางอยู่ข้างวัด เสียงพระตีระฆังจังหันเช้ายังก้องอยู่ ในโสตทรงจำ เสียงกลองเพลยังย่ำทุ้มที่กลางใจ เสียงกลองแลงลั่นก้องไกลให้ระลึก คิดถึงวันศีลใหญ่สิบห้าค่ำ ศีลน้อยแปดค่ำ นางผู้ที่รักจักพาเหล่าบริวารไปค้างคืนที่วัดเพื่อปฏิบัติธรรมรวมกับผู้เฒ่าผู้แก่ลูกหลานของคนในคุ้มฯ วิถีสงบที่สมดุลดำเนินวนเวียนไม่ เคยจบสิ้น ในความทรงจำในใจของเขา นางเอยอ้ายสิพาเจ้าคืนเฮือน พาเจ้ากลับไปร้อยดอกรักเสียบก้านทางมะพร้าวใส่แจกันดินเผางามๆไปวัดทุกวันศีล อ้ายสิให้เวลาอยู่กับเจ้า เข้าใจในกิจแห่งสุนทรีย์ เพื่อเสพรสความสงบเสถียรให้มากกว่า ที่เคยเป็นมา นางเอย...

ดอกรักขาวข้างเรือน เตือนให้คิดถึง
คราครั้งหนึ่ง เคยรักสมัครสมาน
มาวันนี้ผ่านเวลามาช้านาน เรื่องวันวานยังอยู่มิรู้เลือน

29 พฤษภาคม 2010 เวลา 11:09 น.

*ก้าน ของ* จองจำไว้ กับของ ...นอกกาย แต่ค้างกลางใจ แบ่ง ปัน

*ก้าน ของ* จองจำไว้ กับของ ...นอกกาย แต่ค้างกลางใจแบ่ง ปัน

ฝนตกติดๆกันมาหลายวัน ที่คุ้มหลวงบุญสร้างชุ่มน้ำ
ต้นไม้ใบเขียวอิ่มน้ำเต็มที่ *คำหยาด* หนุ่มใหญ่เจ้าของคุ้มฯสำรวจต้นไม้ในสวน แล้วตั้งใจว่าฝนนี้จะลงต้นจำปีเพิ่มที่ท้ายคุ้มฯอีก200ต้น แต่จะลงสลับกับไม้ตัวอื่นด้วย หากยังมิปลงใจจักลงต้นไม้ชนิดใดบ้าง เพื่อ้ช่วยส่งเสริมต้นจำปีดอกไม้ของแม่นายฯให้เติบโตสมบูรณ์
และสามารถเก็บผลผลิดได้ในระยะ สั้นพร้อมเกื้อกูลทุกชีวิตใน ค่ายฯให้อยู่เย็นเป็นสุข จักต้องเพิ่มไผ่ชิดรั้วเอาไว้เพื่อ กันลมอีก ลมหนาวปีนี้คงแรงร้ายกว่าปีกลาย ด้วยลมร้อนปีนี้ได้คร่าชีวิตคนไปแล้วนับสิบ แม้นลมร้อน ลมแห่งการคงอยู่ของชีวิตทำเยี่ ยงนั้นได้ เหมันต์วา ยุแห่งการจำพรากคงมิยอมน้อยหน้าแน่แท้



วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553

โอ้ ดวงจำปา บุปผาเมืองลาว


แม่ศรีเอย
กาลบัดนี้ แผ่นดินสยามเดินทางมาถึงจุด
เพิ่มเติมในประวัติศาสตร ์ว่ามีเหตุแห่งความขัดแย้งเกิด ขึ้นในอาณาจักร มันเป็นเพียงเรื่องธรรมดาของมวลมนุษย์ปกติของสังคม มันมีมาแล้วทุกยุคทุกสมัยมีการ จดบันทึกผ่านกาลเวลา มีเรื่องราวร่องรอยผ่านซากอารยธรรมทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา แต่ไม่เคยทำความเข้าใจให้ตรงจริง เพราะมันก็เกิดซ้ำซากอีก หรือแตกต่างจากเดิมไปไม่กี่องศา แต่ก็ด้วยเหตุผลเดิม

นครแก่นขามตกอยู่ในสถาวะฉุกเฉิน เช่นเดียวกับอีกหลายนครใน สยามประเทศ มีประกาศพระราชกำหนดปกครองแผ่นดินในสภาวการณ์ฉุกเฉินออกมาใช้
ห้ามออกนอกเคหะสถานยามวิกาล บ้านเมืองเงียบเชียบ ถนนหนทางโล่งไร้รถรา เสาไฟถนนส่องแสงสลัวยืนต้นอ้างว้าง มีเหล่าต้นคูณเคียงข้างร้องเพลงประสานเสียงกับสายลมให้ฟัง บทเพลงสายฝน

สัปดาห์นี้ฝนตกทุกวัน ที่คุ้มหลวงฯ ของเราลมแรงนัก ให้เป็นห่วงต้นจำปีของแม่นาย ว่าจะยืนต้นสู้แรงลมฝนได้หรือไม่ ได้แต่อธิษฐาน ขอให้มวลพฤกษาแม่นายแข็งแกร่ง อดทนจนได้เติบใหญ่สง่างามเยี่ยงแม่นายด้วยเถิด ช่วงนี้น้ำขึ้นบัวก้านยาวแข่งกัน ยืดตัวขึ้นเหนือน้ำ
แม่บ้านที่คุ้มฯ ต้มเม็ดบัวมาให้กิน เห็นแล้วคิดถึงนางเหลือเกิน ดอกบัวบานมาแล้วกี่รุ่น จนกลายเป็นฝักบัวเปลี่ยนเป็นเม็ด บัว โรยราร้างเหมือนนางที่ห่างไกล ไปทุกที ป่านนี้นางอยู่ที่ไหน ดีร้ายประการใด ทุกข์ร้อนไฉน ใครจักเป็นผู้ดูแล แม่ศรีฯ เอย แม่ศรีเลือนลาง แม่นางห่างร้าง แม่อยู่ทางใด

คืนนี้ฝนตกหนัก ลมฝนหอบไอชื้นและกลิ่นหอมของดอกจำปีเข้ามาพร้อมละอองฝนเย็น ๆ ชายหนุ่มเจ้าของเรือนหลวงบุญสร้าง เรือนไม้สักหลังงามกลางสวนไม้ดอกหอมพุทธบูชา พาตัวเองลุกจากเสื่อกกผืนงามกลาง เรือนกว้าง หลังจากที่นั่งสมาธิเข้าฌาณนิ่งมาตั้งแต่หลังเพลจนล่วงเข้าห้าทุ่ม ลุเข้าสู่ยามนี้สายลมพาน้ำฝนผ่าน หน้าต่างเข้ามาเปียกพื้นกระดาน เรือน ชายหนุ่มเดินไปปิดหน้าต่างก่อน จะเดินออกมาระเบียงหน้าเรือ นเพื่อแผ่เมตตาให้สรรพชีวิ ตในอาณาเขตคุ้มหลวงฯ และทุกสรรพชีวิตในสากลจักรวาล
"ขออานิสงค์แห่งการสักการะบูชา พระรัตนไตย และด้วยจิตอนุโมทนาในกุศลที่ทุกผู้ทุกนามได้สร้างทำ ขอให้กลายเป็นพลังเกื้อกูลให้ท ุกดวงจิตผ่องใสชื่นบาน สำเร็จสุขทุกประการที่มุ่งหวัง ล่วงทุกข์สร่างโศกที่กำลังเผชิญด้วยเถิด

25 พฤษภาคม 2010 เวลา 21:47 น.

ฝนเอยฝนมา จากน้ำคำกลายเป็นน้ำตา น้ำฟ้าจะช่วยล้างใจ ลืมเถิดลืมมันไป อะไรๆมันก็แค่สายลม

20 พฤษภาคม 2010 เวลา 19:22 น

แม่หญิงเอย....
อยากให้เจ้าได้รู้ว่าดอกไม้หอม ของเจ้าออกดอกแข่งกับลมฝนชื้้น ๆไอฝนเย็นๆ อ้ายเฝ้ามองมันเหมือนหนึ่งดั่งดูแลเจ้า อยู่ที่ใดเล่าแม่เอย มาเถิด... กลับสู่เรือนของเจ้า


วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ฮีตที่หก "บุญบั้งไฟ" ไปดูเค้าทำบังไฟกัน

สวัสดีขอ รับ

วันนี้จะ พาไปชมการทำบังไฟกันนะครับ

สถาน ที่ทำบั้งไฟเราเรียกว่าค่ายบั้งไฟ เหมือนค่ายมวยเลยครับ แต่ละค่ายก็จะมีสูตรในการทำที่เป็นเอกลักษณ์ของตน โดยเฉพาะ สูตรการ "หมื้อ" (คือดินประสิวผสมกับถ่านไม้ที่ตำละเอียด) ซึ่งถือเป็นความลับทีเดียว

ในกล่องกระดาษที่ท่านเห็นนั้นคือดิน ประสิว และในกะละมังอีกใบนั้นก็กำลังผสม คือหมื้อ นั่นเอง

"หมื้อ" นี้นอกจากจะเอามาทำเชื้อเพลิงขับเคลื่อนบั ้งไฟ แล้ว คนโบราณยังเอามาทำดินปืนในการล่าสัตว์ด้วยขอรับ
...................

สำหรับ บั้งไฟที่กระผมจะพาไปชมนั้นเราเรียก

บั้งไฟ หาง ขอรับ เพราะมีหาง ^_^

บั้งไฟหาง นั้นมีส่วนประกอบหลัก ๆ สามส่วนด้วยกันครับ เลา,หางและลูกบั้งไฟ

เลา บั้งไฟ ก็คือส่วนที่ใช้บรรจุ หมื้อ
...เมื่อก่อนนี้นานมา...เลาบั้งไฟทำ จากไม้ ไผ่ทะลวงปล้อง ทะลุถึงกันหมด ตรงปลาย แล้วบรรจุ หมื้อไว้ภายใน
...ต่อมาได้มีการ พัฒนาเอาท่อน้ำ แบบเหล็กมา ให้แทน
...จน ใน ปัจจุบัน ได้พัฒนามาเป็นท่อ PVC ขนาดต่าง ๆ

สำหรับในภาพนั้น เป็นการนำผ้าชุบน้ำ พันปลายเลาเอาไว้ แล้วไปอังไฟ ให้อ่อน จากนั้นมากดลงในภาชนะที่มีก้นคล้ายครกแตกเ พื่อ ให้ปลายของเลาแคบกว่าเส้นผ่านศูนย์กลา งของ ลำเลา
หลังจากที่กดลงในครกเมื่อภาพที่แล้ว เราจะได้ปลายของลำ เลา แบบนี้นี่เองขอรับ
...............
สมัยก่อนในการอัด หมื้อ ลงใน เลานั้น ใช้วิธีการตำด้วยมือ ซึ่งก็มีปัญหาคือตำแล้ว หมื้อ ไม่แน่นพอที่จะส่งให้บั้งไฟทะยานขึ้นสู่ฟ้า ตำแล้วเลาแตก เลาคด เวลายิงแล้วไม่ขึ้น แล้วระเบิด ทุกวันนี้เกือบทุกค่ายได้ใช้เครื่องไฮดรอล ิก ในการอัด หมื้อลงในเลาบั้งไฟ ทำให้ได้ความหนาแน่นของ หมื้อ ที่มีมาตรฐานใ นการทำบั้งไฟ
โดยช่างจะนำเลาบั้ง ไฟที่ปิดทางหัวแล้วใส่เ ข้า ไป จากนั้นก็จะเอาบรรจุลงไปในท่อเหล็ก โดยจะมีทรายละเอียดแทรกกลางอยู่ระหว่าง เลาบั้งไฟ และท่อเหล็กที่อยู่ด้านอกสุด จากนั้นช่างบั้งไฟของเราก็จะกรอกดินปืนลงไ ป ครั้งละประมาณนึง แล้วก็อัดด้วยเครื่องเมื่อได้ความดันตามต้ องการ แล้ว ก็จะเอาแท่งอัดออกแล้วเติม หมื้อ ลงไปอีกเท่า ๆ เดิม แล้วก็อัด ทำอย่างนี้จนได้ขนาดตามที่ต้องการ
(ผม ไม่ได้สอบถามในรายละเอียดส่วนนี้มาขอโท ษนำ เด้อ)
ในขั้นตอนนี้ใช้คน 2-3 คนขอรับ
*ทราย ละเอียดจะทำหน้าที่กระจายแรงออกไปทุก ๆ ทิศทำให้เลาบั้งไฟไม่ แตก ไม่เบี้ยว
.........
อุปกรณที่เห็น ในภาพนี้ช่างเค้าบอกเรียกเหล ็ก "เอารู" เอาไว้เจารูทางก้นบั้งไฟ

ผมได้รับข้อมูลจากช่างมาว่า รูที่อยู่ทางท้ายของก้นบั้งไฟนั้นขนานเส้นผ่านศูนย์กลางจะใหญ่ ยิ่งลึกเข้าไปทางหัว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางก็จะเล็กลงไปเรื่อย ๆ ขอรับ

สมัย ก่อน นั้น การเอารูก็เป็นขั้นตอนสำคัญเช่นกัน หากเอารูแล้วไม่ตรงก็มีผลต่อการขึ้น หรือระเบิดได้ หรือหากเอารูแล้ว ไปขูดกับด้านในของเลาบั้งไฟก็จะทำให้ระเบิ ดได้ เช่นกัน

ปัจจุบันในการเอารู้ นั้นมีเครื่องทุ่นแรงม าช่วย มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นสว่าน หรือเครื่องที่ดัดแปลงมาสำหรับเอารูโดยเฉพ าะ
ภาพนี้แสดงการเอารูแบบใช้มือ ในการหมุน ผมนั่งดูแกรู้เลยว่าไม่ง่าย ต้องใช้แรงหมุนขนาดมหาศาลทีเดียวในการหมุน
เหล็กเอา รูนี้

บั้งไฟหมื่นที่เห็น ๆ กันนั้นส่วนมากจะเอารูกัน 5 ที (ใช้เหล็ก 5 ขนาด) หากเป็นบั้งไฟแสน บั้งไฟล้าน ก็จะเอารูมากขึ้นขอรับ
หลังจากที่เอารูแล้ว ก็จะเป็นขั้นตอนที่ผมเรียกเองว่า ขัดรู เพื่อให้ภายในรูที่เอาของเลาบั้งไฟ เรียบ ซึ่งก็สำคัญมากต่อการจุดระเบิดในขั้นตอนยิงบั้งไฟ
อุปกรณ์ที่ใช้ขัดรูนั้นเป็นไม้ห่อ ปลายด้วย ผ้าขนาดต่าง ๆ ตามขนาดรู
............
ต่อไปจะพาไปชมการทำหางบั้งไฟครับ
เรา มาดูอีกส่วนของบั้งไฟหางที่สำคัญกัน นั้นก็คือส่วนหางนั้นเอง ในส่วนนี้ถือว่าเป็นอีกส่วนที่สำคัญมาก เพราะทำหน้าที่ในการควบคุมทิศทาง

ใน การทำหางนั้นต้องเลือกไม้ไผ่ลำที่ขนาดพอ
เหมาะ อบให้แห้งหรือนำไปต้ม เพื่อให้มีน้ำหนักเบา
ในรูปเป็นการดัดหางให้ตรง โดยใช้วิธีการลนไฟถ่าน



จานั้นก็เอาไป ดัด ทีละนิดแล้วใช้น้ำธรรมดาลูบเช็ดเพื่อให้ไม ้ไผ่อ ยู่ตัว
ทำจนได้หางที่ตรงตามที่ต้องการ
หางที่ได้มาก็จะมีการหาสมดุลย์ ของหางหากสมดุลย์ไม่ดีก็จะมีการเจาะรูแล้ว
ใส่ ทรายละเอียดลงไปเพื่อปรับสมดุลย์และน้ำ หนัก ของหาง
ทำการปรับสมดุลย์ของหาง
กำลังผูกหางเข้ากับเลาบั้งไฟ
ลองสัง เกตุดี ๆ จะเห็นมีไม้คั่นกลางระหว่างหางกับเลา ชิ้นนี้เราเรียกว่าหนวดกุ้งครับ
เป็นตัวที่ใช้ยึดหางกับเลาให้ติดกัน
สำหรับตอนที่สามจะพาไปดูการจุดบั้งไฟขอรับ

วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ฮีตที่หก "บุญบั้งไฟ" ตอนที่ 1

ฮอดเดือนหกเสียงฟ้าไขประตูฮ้อง
ขอกข่าวเมืองคนมีแต่ฝนกับลมส่งเสียงกึกก้อง
สายตามองเห็นแล้วในใจก็หากม่วน
เขียดอีโม้ออกเต้นฟ้อนเกี้ยวใส่ผู้สาว



ครืน.....เสียงดั่งสนั่นและกลุ่มควันสีขาวที่เป็นทางยาวฟุ่งสู่ท้องฟ้าสูงลิบลับสุดลูกหูลูกตา สำหรับคนไทยโดยมากแล้วเมื่อเห็นปุ๊บก็รู้ทันที ว่าเป็นร่องรอยของบั้งไฟที่พึ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้านั่นเอง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วในการจุดบั้งไฟ ทางภาคอีสานนั้นก็เพื่อขอฝนจากพญาแถน* ซึ่งก็คลาย ๆ กับประเพณีแห่นางแมวในภาคกลาง


ประเพณีบุญบั้งไฟนั้นเป็นประเพณีที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสืบทอดมายาวนานหลายชั่วอายุคน ตามความเชื่อว่าเป็นการขอฝนกับพญาแถนและเป็นงานบุญที่จัดขึ้นในเดือนหก (พฤษภาคม) ของทุก ๆ ปี ประเพณีบุญบั้งไฟนั้นเต็มไปด้วยความสวยงามมากมายหลายแง่มุมไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น, การส่งต่อภูมิปัญญาชาวบ้านการสานสัมพันธ์ของคนในหมู่บ้านทุกช่วงอายุ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ ทุก ๆ ช่วงวัย สำหรับบทความเรื่องบุญบั้งไฟนี้กระผมก็จะมาเล่าให้ฟังไปเรื่อย ๆ และกันครับ ว่าที่บ้านธาตุเค้าจัดบุญบั้งไฟอย่างไรกัน...


ผมได้มีโอกาสเดินทางเพื่อไปบันทึกภาพเทศกาลบั้งไฟโลกบั้งไฟล้าน ตำนานม้าคำไหลที่ ต.บ้านธาตุ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ในช่วงวันที่ 24 เมษายน ถึง 29 เมษายน พ.ศ. 2553 โดยปีนี้ได้มีการนำงานอุดรโลกมารวมอยู่ด้วยกันทำให้งานครั้งนี้มีความหลากหลายเป็นพิเศษ การฉลองบุญบั้งไฟที่บ้านธาตุมีใจความสำคัญเพื่อบูชาพระบรมสาริริกธาตุ “นิ้วก้อยพระพุทธเจ้า” ,แห่แหนม้าคำไหล* ผู้ซื่อสัตย์ และเพื่อแก้บนในสิ่งที่ได้บาไว้ในปีที่แล้ว



จากคำบอกเล่าของผู้หลักผู้ใหญ่ในพื้นที่ทำให้ทราบประวัติความเป็นมาของม้าคำไหลดังนี้


เมื่อครั้งนานมาแล้ว “พระศรี” และราษฎรได้ร่วมกันบูรณะซ่อมแซมองค์พระเจดีย์พระศรีพระมหาธาตุ (ปัจจุบันองค์พระเจดีย์นี้อยู่ภายในเขตวัดศรีเจริญโพนบก ต.บ้านธาตุ) ซึ่งองค์พระเจดีย์แห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยขอมปกครอง บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ (กระดูกนิ้วก้อยของพระพุทธเจ้า) หลังจากบูรณะซ่อมแซมเสร็จ ได้ฉลองสมโภชซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือนหก ด้วยการทำบั้งไฟมาจุดถวาย ขณะนั้นมีการระบาดของอหิวาตกโรค จึงได้มีการบนบานให้บ้านเมืองพ้นจากวิบัติภัยต่างๆ ซึ่งช่วงเวลาเลวร้ายดังกล่าวก็ผ่านพ้นไปด้วยดี


เมื่อ “พระศรี” เสียชีวิตไม่นาน ม้าที่ท่านเคยขี่ประจำได้ตรอมใจตายตาม เพราะอาลัยต่อพระศรี ครั้นถึงวันเพ็ญเดือนหก จึงจัดงานฉลองสมโภชดังที่เคยปฏิบัติมา ทุกปีเพื่อระลึกถึงพระศรี



ต่อมามีการสร้างม้าคู่ชีพของ “พระศรี” ขึ้น แทนม้าที่ท่านเคยขี่ ลักษณะทำจากโคนไม้ไผ่บงเนื้อแข็ง ยาว 72 เซนติเมตร ประกอบด้วย ส่วนหัวมีหู 2 ข้าง ตา 2 ข้าง ทำด้วยเม็ดหมากลิหล่ำ ยาว 18 เซนติเมตร , ส่วนลำตัวยาว 47 เซนติเมตร และส่วนหาง ลักษณะคล้ายกับหางพระยาครุฑ เมื่อสร้างเสร็จก็ทำพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อัญเชิญดวงวิญญาณม้าพาหนะให้เข้าสิงสถิตย์อยู่ในม้าตัวที่สร้างจำลองขึ้นมานี้ และให้ชื่อว่า “ม้าคำไหล” (คำไหล มาจากคำว่า ไปได้ทุกที่ไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ จากตามคำบอกเล่าของบรรพบุรุษ) จึงเกิดเป็นตำนานม้าคำไหล




เมื่อถึงวันเพ็ญเดือนหกของทุกปี ชาวบ้านจะนำบั้งไฟมาจุดถวาย “องค์พระศรีมหาธาตุ” พร้อมกับการทรงขี่ม้าคำไหล ผู้ทรงประกอบไปด้วยผู้สูงอายุ ลูกหลานในหมู่บ้านที่เป็นบริวาร เพื่อเป็นร่างทรงของพระศรี เสด็จเยี่ยมชาวบ้านไปทุกหลังคาเรือน เพื่อที่จะไล่เสนียดจัญไร สิ่งที่ไม่ดีออกจากบ้าน ให้ประสบแต่ความสุขความเจริญ การปฏิบัติและสืบทอดกันมา จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ จึงถือเป็นของคู่บ้านคู่เมืองซึ่งถ้าหากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ว่าจะเป็นม้าคำไหลหรือบั้งไฟ บ้านเมืองจะเกิดความไม่สงบสุข จึงเกิดเป็นตำนานบั้งไฟและม้าคำไหลสืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน



ร่างทรงพระศรีและบริวาร


**ที่มาตำนานม้าคำไหล**

วันเสาร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2553

จดหมายเหตุศรีแจ้งฯ ค่ายศรีบุญสร้าง 23ตุลาคม2538 สุริยุปราคา พญาสร้างค่ายฯ

ใจประสงค์มุ่ง เป็นคู่ครองเท่าชั่ว
บ่มีมัวหมองเมิน บาดหมางหนีฮ้าง
ว่าสิหมายมาสร้าง บารมีเฮียงฮ่วม
ว่าสิขอมอบเมี้ยน เป็นข้าชั่วชีวัง เจ้าเอย

จำสิฝังหลักมั่นลงตรงนี้เป็นที่สร้างค่ายฯไว้ถ่าหม่อมพระนาง จักชาติกะสิถ่าพลิกแผ่นฟ้าปลิ้นแผ่นดินกะสิหานางหล่าจนว่าพ้อ ซั่นแล่ว

เรือนศรีบุญสร้างถูกเนรมิตขึ้นมาจากความทรงจำข้ามภพของนาคคำหยาด ในร่างของชายหนุ่มรูปงามองอาจสง่าผ่าเผย เยี่ยงทหารเอกแห่งเจ้ามหาชีวิตนครศรีสัตนาคนหุตเมื่อครั้งอดีตกาล เรือนหลวงหลังใหญ่แวดล้อมด้วยเรือนบริวารอีกหลายหลังตั้งอยู่ทิศตะวันออกของเมืองบนพื้นที่26ไร่ ท่ามกลางดงดอกจำปีหลายร้อยต้นทั่วอาณาบริเวณทั้งหมด สลับกับดงดอกรักและดอกไม้บูชาพระอีกนับร้อยชนิด ดงกล้วยใบเขียวชุ่มชื้น สระบัวสองไร่กลางเนื้อที่อวดดอกใบและกลิ่นหอมเย็น พืชสวนพืชไร่ สมุนไพร ไม้พื้นเมืองหายาก ไม้เก่าแก่ ไม้ดอกหอมที่สมัยนี้รู้จักกันเฉพาะในหนังสือวรรณคดี ทั้งหมดรวมกันอยู่ที่นี่ เท่าที่ก่อนนี้มันเคยมีมาในคุ้มหลวงฯของเจ้าฯ เท่าที่อ้ายนี้สิหาให้นางได้ นางเอย... ทั้งมวลนี้อ้ายทำไว้รอเจ้า...

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

13 เมษามหาสงกรานต์ 2553

ศาลหลักเมือง นครแก่นขาม เมืองไหมงาม ดอกคูณสวย เสียงแคนเสนาะ
อาจจะเป็นนครนี้ที่นางอยู่ แต่ไม่รู้ว่านางคือใคร ในจำนวนผู้คนนับร้อยนับพันในงาน วันสงกรานต์นี้
นางอาจจะเป็นใครก็ได้ แล้วอะไรเล่าจักเป็นสิ่งบอกว่า นั่นคือนาง ... นางที่อ้ายเฝ้ารอคอย นางที่อ้ายเฝ้าตามหา นางผู้ที่อ้ายจักพาคืนเรือน ... กลับสู่แผ่นดินเดิมของเรา

คนจำนวนมากที่มาร่วมงานแห่ขบวนรถบุปผาชาติวันสงกรานต์ ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองนครแก่นขาม ต่างทยอยกันเดินเข้าแถวไปลอดน้ำพุ พระพุทธมนต์20วัด ซึ่งถูกจัดให้พุ่งกระจายเป็นอุโมงค์น้ำพุให้ชาวเมืองไดรับศิริมงคลผ่านสายน้ำกันอย่างทั่วถึง ชายหนุ่มร่างสูงปลดผ้าที่โพกหัวอยู่ออกเผยให้เห็นเส้นผมดกดำยาวหนาที่ตกลงมาปรกไหล่ เขาพับผ้าในมือและถือไว้อย่างถนอม แล้วพาตัวเองเดินตามคลื่นคนเคลื่อนตัวเข้าหาน้ำพระพุทธมนต์ช้าๆ สายน้ำมนต์ต้องถูกหัว เนื้อตัวถูกพรมด้วยน้ำเย็น แม้จักอยู่ใต้สายน้ำมาแสนนา
แต่ก็มิเคยได้รู้สึกชุ่มเย็
นเช่นนี้ ใต้สายน้ำแม่ของเหน็บหนาว แสงเดือนแสงดาวที่ได้เห็นผ่านม่าน น้ำมิเคยให้ความอบอุ่น การรอคอยมันทุกข์ทน คนที่ได้แต่เฝ้าคอยมันทรมาน

แม่หญิงเอ๋ย...นางอยู่ที่ใด
ขอให้จิตประสงค์สุขนี้ส่งไปถึงเจ้า ขอให้เจ้าชุ่มเย็นดั่งสายน้ำ ขอให้เจ้าเปี่ยมสุขดั่งมีมนต์ดล บันดาลให้ ขอให้แม้จักอยู่ท่ามกลางผู้คนมากหลายเท่าใด ไม่ว่าจักเป็นที่แห่งไหน ก็ขอให้เนื้อนาบุญและพันธสัญญา วิญญาณที่ได้เคยร่วมสร้างเกาะ เกี่ยวเจ้าเข้ามาหาอ้ายด้วย เถิด......

วันพุธที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2553

เสาร์ห้า ขึ้นห้าค่ำ เดือนห้า ปีขาล 2553

นางผู้เป็นที่รักเอย

233ปี ที่รอเจ้ากลับมา ...อ้ายอยู่ใต้สายน้ำนี้... เนิ่นนาน ... มิเท่าเหน็บหนาวในใจ ... รู้หรือไม่ผู้ที่ทำได้เพียงเฝ้า มอง เจ็บปวดเท่าใด สิ่งที่เจ้ากำลังทำยิ่งใหญ่นัก ไม่รู้จะเสร็จสิ้นเมื่อใด อีกนานเท่าใด เจ้าจึงจักได้คืนเรือน และเราจักได้อยู่คู่เคียงกันอีกครั้ง ... บัดนี้นทีแม่ของกำลังเหือดแห้ง สัจจะธิษฐานที่เราเคยตั้งมั่นร่วม กันไว้กำลังจะแยกเราสองให้ ขาดจากกันชั่วนิจรันดิ์ อ้ายจักไปตามเจ้ากลับคืนมา พร้อมกับทำภารกิจแห่งวิญญาณให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นแม่ของสายนี้จะไม่มีน้ำให้ไหลรินอีกต่อไป

บัดนี้ถึงกาลอันเป็นมงคลฤกษ์แล้ว ฤกษ์เยี่ยงนี้ร้อยปีมีครั้งเดียว หากแม้นรออีกร้อยปีคงไม่ทันการ มหานทีแม่ของเอ๋ย... โปรดเมตตาส่งข้าน้อยฯขึ้นไปให้ ได้กระทำกิจที่จิตประสงค์ให้ แล้วเสร็จสิ้น ก่อนแผ่นดินสองฝั่งจักไร้สายน้ำกลางกั้นด้วยเถิด


อ้ายรักเจ้าเหนือยิ่งสิ่งใด

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2553

จดหมายเหตุศรีแจ้งฯ ปีพุทธศักราช 2320 ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำของ

** *ต่อให้ลำบากแสนเข็ญ ยากเย็นเพียงใด อ้ายจักเพียรเฝ้าตามหาเจ้า อ้ายจักพาเจ้ากลับคืนสู่เรือนเรา
แม่หญิงผู้เป็นที่รักเอย อย่าได้หวาดกลัวสิ่งใดเลย ด้วยดวงจิตแห่งความภักดีต่อปฐพีนี้ และด้วยดวงจิตรักมั่นที่มีต่อเจ้า ไม่ว่าจักต้องใช้อะไร สิ่งใด แรงกาย แรงใจ กำลังสติปัญญาแค่ไหน ฤาเวลาเนิ่นนานเท่าใด อ้ายขอสาบานต่อองค์พระแก้วปฏิมา พระบางรัตน และพระคำนพคุณ ว่า "ข้าน้อยฯจักพาท่านทั้งสามและแม่หญิงผู้เป็นที่รักยิ่งดั่งดวงใจของข้าน้อยฯ กลับคืนสู่มหามาตุภูมิให้จงได้ ไม่ว่าจักมีเหตุใดขวางกั้น จักกี่ภพกี่ชาติชั่วกัปชั่วกัลป์ ข้าจักทำจนสำเร็จเป็นแม่นมั่นแน่แท้" บุรุษร่างสูงใหญ่กำยำเยี่ยงชายชาติทหารผู้มีรอยสักรูปพญานาคที่หน้าอก แผ่นหลัง และต้นแขน ท่อนบนเปลือยเปล่า ท่อนล่างมีเพียงหยักรั้งสีคล้ำ บนหัวคาดผ้ามงคล ใช้สองแขนโอบกอดด้านหลังหญิงร่างงามไว้แนบอก สายน้ำของตรงหน้านิ่งสงบราบเรียบสุดหยั่งถึง ไม่ต่างอะไรกับใจคนในอ้อมแขน "แม่หญิงช่างกล้าหาญและมีหัวใจยิ่งใหญ่นัก กับพันธกิจข้ามภพข้ามชาติครั้งนี้"

"เราต้องทำ" นางหันหน้ามาเผชิญกับทหารหนุ่มตรงๆ "เราสัญญา ไม่ว่าจักยากเย็นแสนข็ญเท่าใดจักต้องแลกกับสิ่งไหน เราจักนำสมบูรณ์พูนสุขกับคืนสู่แผ่นดินของเราให้จงได้" นางหยิบเอาดาบที่ปักอยู่บนหาดทรายบนเกาะแท่นกลางลำน้ำของขึ้นมาแล้วเดินลงไปในแม่น้ำจนสายน้ำอยู่ระดับเอว "เราพร้อมแล้ว อย่าให้เลือดเราตกต้องแผ่นดิน" เสียงอ่อนหวานแต่ทรงพลังเหมือนลอยมาจากที่แสนไกล

บุรุษร่างสง่าหลับตา แม้จักเคยฝ่าสมรภูมิใดๆมานับร้อยก็มิอาจห้ามใจมิให้เจ็บปวดกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดครั้งนี้ได้ แต่ด้วยจิตและวิญญาณตั้งมั่น ต่อภาระยิ่งใหญ่ที่ต้องทำ ข่มใจตัดความรู้สึกทั้งมวลคุกเข่าลงตรงหน้าถุงย่ามใบย่อมที่ใส่พระค่าควรเมืองไว้สององค์ อัญเชิญขึ้นสะพายบ่า เดินลุยน้ำลงไปหานางจนถึงระยะห่างจากนางหนึ่งวา นางยื่นดาบให้เขา แล้วยกมือพนมขึ้นกลางอก ***ขอสายน้ำแม่ของจงเป็นสักขีพร้อมมารับเครื่องบัดพลีด้วยเลือดและชีวิตของเรา ธิดาแห่งสกุลหลวงฯ ขอจงดลบันดาลให้ภารกิจของเราได้เสร็จสมบูรณ์โดยดี ให้เราได้อัญเชิญพระคู่เมืองเรากลับแผ่นดินเราได้ทั้งสามองค์ ให้เราได้นำความรุ่งเรืองผาสุขกลับคืนสู่แผ่นดินของเราได้ก่อนสายน้ำมหานทีแม่ของจักแห้งเหือดหาย ด้วยเถิด หากแม้นเรามิอาจทำได้สำเร็จ ขอให้วิญญาณของเราถูกจองจำให้ทุกข์ทรมานอยู่ในภพภูมิมนุษย์ อย่าได้พบเจอทางสว่างหนทางไปสู่พระนิพพาน จนกว่าจะเสร็จสิ้นพันธกิจแห่งวิญญาณนี้ ***

ทหารหนุ่มเงื้อดาบขึ้นสุดแขนฟาดลมแหวกอากาศฟันฉับลงที่ก้านคอระหง เลือดเป็นสายสีดำในความมืดไหลละลายไปกับสายน้ำยามค่ำคืน ร่างไร้หัวของนางค่อยๆล้มลงไปในสายน้ำ ชายหนุ่มโผเข้าคว้าหัวของนางที่กระเด็นไปไกลร่างแล้วค่อยหันกลับมาช้อนเอาร่างไร้หัวของนางมากอดไว้ เอาหัวนางวางไว้บนตัวนาง สองแขนอุ้มนางไว้แนบอกน้ำตาลูกผู้ชายไหลพราก ในคืนเดือนมืดฟ้าหม่นไร้แม้แสงดาว สิ้นแล้วทุกสิ่ง ไม่มีเหลือแล้วสิ่งใด มีเพียงร่างไร้วิญญาณและลมหายใจของหญิงผู้เป็นที่รัก กับตัวเขาและห้วงคำนึงกลางลำน้ำของ บ้านเรือนถูกเผาสิ้น แผ่นดินสิ้นเจ้าครอง พี่น้องล้มตายจาก น้ำตาและความพลัดพรากเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า ไร้สิ้นดินแดนให้อาศัย เผ่าพงษ์ของคนแผ่นดินนี้ศรัทธาในพุทธศาสนาแน่นแฟ้น อยู่ในศีลแน่นหนัก มีหัวใจรักเคารพต่อธรรมชาติดั่งบุตรเคารพมารดา มิเคยคิดคดรุกรานทำร้ายผู้ใด แล้วกรรมใดที่ทำให้ต้องมามีชะตาเยี่ยงนี้ แม่พระธรณีจงเมตตาแม่ของนทีจงกรุณาผืนฟ้าจงปราณี ขอแผ่นดินนี้กลับคืนสู่ผู้เป็นเจ้าของเดิมด้วยเถิด สองแขนยังคงกอดร่างนางแน่น สองขาพานางเดินลงสู่ลำน้ำของ ลึกลงๆๆๆ...น้ำตาเป็นสายจากหัวใจไหลผ่านตาไหลไปรวมกับสายน้ำแม่ของ ทั้งคู่ค่อยๆกลืนหายจมไปกับสายน้ำกว้างใหญ่ จมหายไปสู่เมืองพญานาคใต้ลำน้ำแม่ของ ทิ้งไว้เพียงผิวน้ำนิ่งสนิทสงบไหลเอื่อยมินำพาหวั่นไหวต่อสิ่งใด แม่ของเอย... ลำน้ำแห่งชีวิต ... แล้ววันหนึ่ง เราจักกลับมา ...

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

พญาหมานลาภเจริญยศ


พญาหมานลาภเจริญยศ ประกาศจากคุ้มหลวงฯถึงค่ายฯ13เมษ52พญาหมานฯท่านจงเร่งกลับค่ายฯโดยพลัน บัดนี้เหล่าหัวเมืองได้ส่งทองพันหาบมาเทไว้

พญาหมานลาภเจริญยศ



คู่ขวัญมิ่งเมือง

พญาหมานลาภเจริญยศ แห่งค่าย ศ.บุณศรี
น้องนางแก้วคำหล้า แห่งค่าย ศ.บุณศรี



ข้างสระใหญ่ในค่ายฯ เกรงว่าทองจะหล่นลงน้ำรบกวนที่อยู่อาศัยของปลาในสระ ให้ท่านเร่งกลับมาแก้ไขขยับขยายทองออกไปโดยพลัน



Photobucket

นครหม่อนไหมจากสายใยสู่เส้นสายถักทอเป็นลวดลายงามพินิจวิจิตรบรรจง


Photobucket


ชายไทยใช่เป็นแค่นักรบ แต่พร้อมครบทั้ง กวี คีตศิลป์


Photobucket


ณ แดนดอกคูณ นครแก่นขามมีเรื่องเล่าเป็นตำนานว่ารุ่งเรืองอารยะฯ


Photobucket

น้องนางแก้วคำหล้า


Photobucket

มาจะกล่าวบทไปถึงนครใหญ่เมืองแก่นขาม


Photobucket

หญิงไทยใช่เป็น เพียงเพศแม่ หากยังแต่เป็นได้อีกหลายสถาน ทั้งศาสตร์ ศิลป์หญิงไทยล้วนชำนาญ ทั้งสืบสานทั้งสรรสร้างตัวอย่างมี


Photobucket


ณ ดินแดนแห่งดอกคูณเบ่งบาน มีเรื่องราวเล่าขานมิรู้โรยรา

Photobucket

ประกาศ นี่คือพญาหมานฯ หรือทิดหมานของเราชาวค่าย ฯผู้ใดพบเห็นบอกเขาด้วยว่า กลับบ้านเถิดท่าน