วันเสาร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2553

จดหมายเหตุศรีแจ้งฯ ค่ายศรีบุญสร้าง 23ตุลาคม2538 สุริยุปราคา พญาสร้างค่ายฯ

ใจประสงค์มุ่ง เป็นคู่ครองเท่าชั่ว
บ่มีมัวหมองเมิน บาดหมางหนีฮ้าง
ว่าสิหมายมาสร้าง บารมีเฮียงฮ่วม
ว่าสิขอมอบเมี้ยน เป็นข้าชั่วชีวัง เจ้าเอย

จำสิฝังหลักมั่นลงตรงนี้เป็นที่สร้างค่ายฯไว้ถ่าหม่อมพระนาง จักชาติกะสิถ่าพลิกแผ่นฟ้าปลิ้นแผ่นดินกะสิหานางหล่าจนว่าพ้อ ซั่นแล่ว

เรือนศรีบุญสร้างถูกเนรมิตขึ้นมาจากความทรงจำข้ามภพของนาคคำหยาด ในร่างของชายหนุ่มรูปงามองอาจสง่าผ่าเผย เยี่ยงทหารเอกแห่งเจ้ามหาชีวิตนครศรีสัตนาคนหุตเมื่อครั้งอดีตกาล เรือนหลวงหลังใหญ่แวดล้อมด้วยเรือนบริวารอีกหลายหลังตั้งอยู่ทิศตะวันออกของเมืองบนพื้นที่26ไร่ ท่ามกลางดงดอกจำปีหลายร้อยต้นทั่วอาณาบริเวณทั้งหมด สลับกับดงดอกรักและดอกไม้บูชาพระอีกนับร้อยชนิด ดงกล้วยใบเขียวชุ่มชื้น สระบัวสองไร่กลางเนื้อที่อวดดอกใบและกลิ่นหอมเย็น พืชสวนพืชไร่ สมุนไพร ไม้พื้นเมืองหายาก ไม้เก่าแก่ ไม้ดอกหอมที่สมัยนี้รู้จักกันเฉพาะในหนังสือวรรณคดี ทั้งหมดรวมกันอยู่ที่นี่ เท่าที่ก่อนนี้มันเคยมีมาในคุ้มหลวงฯของเจ้าฯ เท่าที่อ้ายนี้สิหาให้นางได้ นางเอย... ทั้งมวลนี้อ้ายทำไว้รอเจ้า...

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

13 เมษามหาสงกรานต์ 2553

ศาลหลักเมือง นครแก่นขาม เมืองไหมงาม ดอกคูณสวย เสียงแคนเสนาะ
อาจจะเป็นนครนี้ที่นางอยู่ แต่ไม่รู้ว่านางคือใคร ในจำนวนผู้คนนับร้อยนับพันในงาน วันสงกรานต์นี้
นางอาจจะเป็นใครก็ได้ แล้วอะไรเล่าจักเป็นสิ่งบอกว่า นั่นคือนาง ... นางที่อ้ายเฝ้ารอคอย นางที่อ้ายเฝ้าตามหา นางผู้ที่อ้ายจักพาคืนเรือน ... กลับสู่แผ่นดินเดิมของเรา

คนจำนวนมากที่มาร่วมงานแห่ขบวนรถบุปผาชาติวันสงกรานต์ ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองนครแก่นขาม ต่างทยอยกันเดินเข้าแถวไปลอดน้ำพุ พระพุทธมนต์20วัด ซึ่งถูกจัดให้พุ่งกระจายเป็นอุโมงค์น้ำพุให้ชาวเมืองไดรับศิริมงคลผ่านสายน้ำกันอย่างทั่วถึง ชายหนุ่มร่างสูงปลดผ้าที่โพกหัวอยู่ออกเผยให้เห็นเส้นผมดกดำยาวหนาที่ตกลงมาปรกไหล่ เขาพับผ้าในมือและถือไว้อย่างถนอม แล้วพาตัวเองเดินตามคลื่นคนเคลื่อนตัวเข้าหาน้ำพระพุทธมนต์ช้าๆ สายน้ำมนต์ต้องถูกหัว เนื้อตัวถูกพรมด้วยน้ำเย็น แม้จักอยู่ใต้สายน้ำมาแสนนา
แต่ก็มิเคยได้รู้สึกชุ่มเย็
นเช่นนี้ ใต้สายน้ำแม่ของเหน็บหนาว แสงเดือนแสงดาวที่ได้เห็นผ่านม่าน น้ำมิเคยให้ความอบอุ่น การรอคอยมันทุกข์ทน คนที่ได้แต่เฝ้าคอยมันทรมาน

แม่หญิงเอ๋ย...นางอยู่ที่ใด
ขอให้จิตประสงค์สุขนี้ส่งไปถึงเจ้า ขอให้เจ้าชุ่มเย็นดั่งสายน้ำ ขอให้เจ้าเปี่ยมสุขดั่งมีมนต์ดล บันดาลให้ ขอให้แม้จักอยู่ท่ามกลางผู้คนมากหลายเท่าใด ไม่ว่าจักเป็นที่แห่งไหน ก็ขอให้เนื้อนาบุญและพันธสัญญา วิญญาณที่ได้เคยร่วมสร้างเกาะ เกี่ยวเจ้าเข้ามาหาอ้ายด้วย เถิด......

วันพุธที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2553

เสาร์ห้า ขึ้นห้าค่ำ เดือนห้า ปีขาล 2553

นางผู้เป็นที่รักเอย

233ปี ที่รอเจ้ากลับมา ...อ้ายอยู่ใต้สายน้ำนี้... เนิ่นนาน ... มิเท่าเหน็บหนาวในใจ ... รู้หรือไม่ผู้ที่ทำได้เพียงเฝ้า มอง เจ็บปวดเท่าใด สิ่งที่เจ้ากำลังทำยิ่งใหญ่นัก ไม่รู้จะเสร็จสิ้นเมื่อใด อีกนานเท่าใด เจ้าจึงจักได้คืนเรือน และเราจักได้อยู่คู่เคียงกันอีกครั้ง ... บัดนี้นทีแม่ของกำลังเหือดแห้ง สัจจะธิษฐานที่เราเคยตั้งมั่นร่วม กันไว้กำลังจะแยกเราสองให้ ขาดจากกันชั่วนิจรันดิ์ อ้ายจักไปตามเจ้ากลับคืนมา พร้อมกับทำภารกิจแห่งวิญญาณให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นแม่ของสายนี้จะไม่มีน้ำให้ไหลรินอีกต่อไป

บัดนี้ถึงกาลอันเป็นมงคลฤกษ์แล้ว ฤกษ์เยี่ยงนี้ร้อยปีมีครั้งเดียว หากแม้นรออีกร้อยปีคงไม่ทันการ มหานทีแม่ของเอ๋ย... โปรดเมตตาส่งข้าน้อยฯขึ้นไปให้ ได้กระทำกิจที่จิตประสงค์ให้ แล้วเสร็จสิ้น ก่อนแผ่นดินสองฝั่งจักไร้สายน้ำกลางกั้นด้วยเถิด


อ้ายรักเจ้าเหนือยิ่งสิ่งใด

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2553

จดหมายเหตุศรีแจ้งฯ ปีพุทธศักราช 2320 ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำของ

** *ต่อให้ลำบากแสนเข็ญ ยากเย็นเพียงใด อ้ายจักเพียรเฝ้าตามหาเจ้า อ้ายจักพาเจ้ากลับคืนสู่เรือนเรา
แม่หญิงผู้เป็นที่รักเอย อย่าได้หวาดกลัวสิ่งใดเลย ด้วยดวงจิตแห่งความภักดีต่อปฐพีนี้ และด้วยดวงจิตรักมั่นที่มีต่อเจ้า ไม่ว่าจักต้องใช้อะไร สิ่งใด แรงกาย แรงใจ กำลังสติปัญญาแค่ไหน ฤาเวลาเนิ่นนานเท่าใด อ้ายขอสาบานต่อองค์พระแก้วปฏิมา พระบางรัตน และพระคำนพคุณ ว่า "ข้าน้อยฯจักพาท่านทั้งสามและแม่หญิงผู้เป็นที่รักยิ่งดั่งดวงใจของข้าน้อยฯ กลับคืนสู่มหามาตุภูมิให้จงได้ ไม่ว่าจักมีเหตุใดขวางกั้น จักกี่ภพกี่ชาติชั่วกัปชั่วกัลป์ ข้าจักทำจนสำเร็จเป็นแม่นมั่นแน่แท้" บุรุษร่างสูงใหญ่กำยำเยี่ยงชายชาติทหารผู้มีรอยสักรูปพญานาคที่หน้าอก แผ่นหลัง และต้นแขน ท่อนบนเปลือยเปล่า ท่อนล่างมีเพียงหยักรั้งสีคล้ำ บนหัวคาดผ้ามงคล ใช้สองแขนโอบกอดด้านหลังหญิงร่างงามไว้แนบอก สายน้ำของตรงหน้านิ่งสงบราบเรียบสุดหยั่งถึง ไม่ต่างอะไรกับใจคนในอ้อมแขน "แม่หญิงช่างกล้าหาญและมีหัวใจยิ่งใหญ่นัก กับพันธกิจข้ามภพข้ามชาติครั้งนี้"

"เราต้องทำ" นางหันหน้ามาเผชิญกับทหารหนุ่มตรงๆ "เราสัญญา ไม่ว่าจักยากเย็นแสนข็ญเท่าใดจักต้องแลกกับสิ่งไหน เราจักนำสมบูรณ์พูนสุขกับคืนสู่แผ่นดินของเราให้จงได้" นางหยิบเอาดาบที่ปักอยู่บนหาดทรายบนเกาะแท่นกลางลำน้ำของขึ้นมาแล้วเดินลงไปในแม่น้ำจนสายน้ำอยู่ระดับเอว "เราพร้อมแล้ว อย่าให้เลือดเราตกต้องแผ่นดิน" เสียงอ่อนหวานแต่ทรงพลังเหมือนลอยมาจากที่แสนไกล

บุรุษร่างสง่าหลับตา แม้จักเคยฝ่าสมรภูมิใดๆมานับร้อยก็มิอาจห้ามใจมิให้เจ็บปวดกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดครั้งนี้ได้ แต่ด้วยจิตและวิญญาณตั้งมั่น ต่อภาระยิ่งใหญ่ที่ต้องทำ ข่มใจตัดความรู้สึกทั้งมวลคุกเข่าลงตรงหน้าถุงย่ามใบย่อมที่ใส่พระค่าควรเมืองไว้สององค์ อัญเชิญขึ้นสะพายบ่า เดินลุยน้ำลงไปหานางจนถึงระยะห่างจากนางหนึ่งวา นางยื่นดาบให้เขา แล้วยกมือพนมขึ้นกลางอก ***ขอสายน้ำแม่ของจงเป็นสักขีพร้อมมารับเครื่องบัดพลีด้วยเลือดและชีวิตของเรา ธิดาแห่งสกุลหลวงฯ ขอจงดลบันดาลให้ภารกิจของเราได้เสร็จสมบูรณ์โดยดี ให้เราได้อัญเชิญพระคู่เมืองเรากลับแผ่นดินเราได้ทั้งสามองค์ ให้เราได้นำความรุ่งเรืองผาสุขกลับคืนสู่แผ่นดินของเราได้ก่อนสายน้ำมหานทีแม่ของจักแห้งเหือดหาย ด้วยเถิด หากแม้นเรามิอาจทำได้สำเร็จ ขอให้วิญญาณของเราถูกจองจำให้ทุกข์ทรมานอยู่ในภพภูมิมนุษย์ อย่าได้พบเจอทางสว่างหนทางไปสู่พระนิพพาน จนกว่าจะเสร็จสิ้นพันธกิจแห่งวิญญาณนี้ ***

ทหารหนุ่มเงื้อดาบขึ้นสุดแขนฟาดลมแหวกอากาศฟันฉับลงที่ก้านคอระหง เลือดเป็นสายสีดำในความมืดไหลละลายไปกับสายน้ำยามค่ำคืน ร่างไร้หัวของนางค่อยๆล้มลงไปในสายน้ำ ชายหนุ่มโผเข้าคว้าหัวของนางที่กระเด็นไปไกลร่างแล้วค่อยหันกลับมาช้อนเอาร่างไร้หัวของนางมากอดไว้ เอาหัวนางวางไว้บนตัวนาง สองแขนอุ้มนางไว้แนบอกน้ำตาลูกผู้ชายไหลพราก ในคืนเดือนมืดฟ้าหม่นไร้แม้แสงดาว สิ้นแล้วทุกสิ่ง ไม่มีเหลือแล้วสิ่งใด มีเพียงร่างไร้วิญญาณและลมหายใจของหญิงผู้เป็นที่รัก กับตัวเขาและห้วงคำนึงกลางลำน้ำของ บ้านเรือนถูกเผาสิ้น แผ่นดินสิ้นเจ้าครอง พี่น้องล้มตายจาก น้ำตาและความพลัดพรากเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า ไร้สิ้นดินแดนให้อาศัย เผ่าพงษ์ของคนแผ่นดินนี้ศรัทธาในพุทธศาสนาแน่นแฟ้น อยู่ในศีลแน่นหนัก มีหัวใจรักเคารพต่อธรรมชาติดั่งบุตรเคารพมารดา มิเคยคิดคดรุกรานทำร้ายผู้ใด แล้วกรรมใดที่ทำให้ต้องมามีชะตาเยี่ยงนี้ แม่พระธรณีจงเมตตาแม่ของนทีจงกรุณาผืนฟ้าจงปราณี ขอแผ่นดินนี้กลับคืนสู่ผู้เป็นเจ้าของเดิมด้วยเถิด สองแขนยังคงกอดร่างนางแน่น สองขาพานางเดินลงสู่ลำน้ำของ ลึกลงๆๆๆ...น้ำตาเป็นสายจากหัวใจไหลผ่านตาไหลไปรวมกับสายน้ำแม่ของ ทั้งคู่ค่อยๆกลืนหายจมไปกับสายน้ำกว้างใหญ่ จมหายไปสู่เมืองพญานาคใต้ลำน้ำแม่ของ ทิ้งไว้เพียงผิวน้ำนิ่งสนิทสงบไหลเอื่อยมินำพาหวั่นไหวต่อสิ่งใด แม่ของเอย... ลำน้ำแห่งชีวิต ... แล้ววันหนึ่ง เราจักกลับมา ...